ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

Apr 24

ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

ดังนั้น ROE ของบริษัท ค. เท่ากับ 1,20

บทความแนะนำจาก INCquity วิธีการคำนวณค่าตอบแทนจากการลงทุน (ROI)


ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

วันที่เขียน 06/01/2006  วันที่ตีพิมพ์ 06/01/2006 บันทึกบทความเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin ปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin



วิดีโอ ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

passive income โมเดลที่จะทำให้คุณมี อิสระภาพทางการเงิน

อ่านเกี่ยวกับ ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีหลักการในการลงทุนหลายอย่าง บางท่านอาจจะให้ ความสำคัญกับปริมาณการซื้อขายและราคาหุ้นเป็นหลัก โดยใช้หลักการทางเทคนิคเป็นจุดสำคัญ หรือ บางท่านอาจจะชอบลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ซื้อขายวันต่อวัน

การลงทุนในลักษณะดังกล่าวอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องรู้ซึ้งถึงตื้นลึกหนาบางของบริษัทที่จะลงทุนมากนัก สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในระยะสั้นมากกว่า

แต่ "การลงทุนแบบเน้นคุณค่า" ที่เน้นการถือหุ้นที่มีศักยภาพในระยะยาว สิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับนักลงทุนก็คือ การที่นักลงทุนควรจะเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจที่จะลงทุนนั้นเป็นอย่างดี

เราจะมาเจาะลึกถึงหัวข้อของอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญค่าหนึ่ง ก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity Ratio หรือ ROE)

ROE คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการทำกำไรกับเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ สูตรที่ใช้กันทั่วไป

ก็คือ " ROE = Net Profit/Equity หรือ กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น "

สมมติบริษัท ก. มีงบกำไรขาดทุนและงบดุล ณ ปลายปีคร่าวๆ ดังนี้

งบกำไรขาดทุนบริษัท ก. (หน่วย: ล้านบาท)

ต้นทุนรวมภาษี 10,800

งบดุลบริษัท ก.(หน่วย: ล้านบาท)

ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 2,000

ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 0

ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,000

รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000

ดังนั้น ROE ของบริษัท ก. คำนวณจาก กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งเท่ากับ 1,200/8,000 = 15%

ในทางปฏิบัติควรจะนำส่วนผู้ถือหุ้นของต้นปีและปลายปีมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อความถูกต้องมากขึ้น ROEที่คำนวณได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปลงทุนได้ผลตอบแทนเท่ากับ 15% จากการดำเนินงานของบริษัทตามปกติ

นักลงทุนสามารถนำ ROE ไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆในตลาดหลักทรัพย์เพื่อตรวจสอบความสามารถของผู้บริหารในการบริหารเงินลงทุนของบริษัท

สมมติอีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัท ข. มี ROE เท่ากับ 5% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท ก. ข้างต้นที่มี ROE 15% แล้ว นักลงทุนจะพบว่า บริษัท ก. มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าในจำนวนเงินลงทุนที่เท่ากัน

สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว บริษัทที่มี ROE สูงกว่าจะน่าสนใจมากกว่า เพราะ บริษัทที่มี ROE สูงสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้มากกว่าบริษัทที่มี ROE ต่ำกว่า

แต่ในขณะเดียวกัน การรักษา ROEให้สูงอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก เพราะเมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี ถ้าบริษัทดำเนินกิจการอย่างมีกำไรและเก็บบางส่วนไว้เป็นกำไรสะสม จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การรักษา ROE ให้อยู่ในระดับเดิม บริษัทจำเป็นต้องทำกำไรให้มากขึ้นให้เพียงพอต่อการเติบโตของส่วนผู้ถือหุ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นปีละ 10%

บริษัทที่ต้องการรักษา ROE ให้เท่าเดิมในปีถัดไป จำเป็นจะต้องมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ได้ ต้องเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างสูงมากทีเดียว

อีกกรณีหนึ่ง บางบริษัทอาจจะทำให้ ROE สูงขึ้นได้โดยใช้ leverage จากการกู้ยืมทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าบริษัทที่ไม่มีหนี้สินระยะยาว

ตัวอย่างเช่น บริษัท ก. และ ค. มีงบกำไรสุทธิเหมือนกัน แต่บริษัท ค. มีงบดุลดังต่อไปนี้

งบดุลบริษัท ค. (หน่วย: ล้านบาท)

ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 500

ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 4,700

ส่วนของผู้ถือหุ้น 4,800

รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000

ดังนั้น ROE ของบริษัท ค. เท่ากับ 1,20

Source: http://incquity.com/articles/money-talk/calculate-net-profit-margin


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ

passive income โมเดลที่จะทำให้คุณมี อิสระภาพทางการเงิน

วิดีโอ ก้าว แรก สู่ เทรดเดอร์ อิสระ



รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000

ผลตอบแทนต่อยอดขายเป็นดัชนีชี้วัดที่ช่วยแจ้งให้ผู้ประกอบการได้รับทราบว่าธุรกิจที่กำลังทำอยู่มีความคุ้มค่ามากขนาดไหน ซึ่งคนที่ทำมาค้าขายทุกคนจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเวลาที่สูญเสียไปกับบางสิ่งบางอย่างที่ให้ผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้มค่ามันคือความหายนะทางธุรกิจที่มิอาจจะประเมินค่าได้ แถมยังเป็นการสูญเสียโอกาสอย่างไม่มีวันเรียกคืนได้อีกด้วย

ถ้าทำตามนี้การจ่ายโบนัสก็จะไม่มีปัญหา การจ่ายโบนัสให้พนักงานเป็นสิ่งที่ดีที่บริษัทควรทำ แต่ต้องย้ำว่าเป็นสิทธิของบริษัทที่จะจ่ายมากหรือน้อยก็ได้ ไม่ใช่อยู่กับการพิจารณาของพนักงาน เพื่อให้โบนัสที่จ่ายออกไปเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับพนักงาน เพราะได้รับสิ่งที่บริษัทมอบให้ด้วยความรัก ทั้งๆ ที่บริษัทมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ก็ได้



โดยทั่วไปแล้วผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะหยิบยกเรื่องของกำไร - ขาดทุนมาใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่าธุรกิจที่กำลังทำอยู่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ในอนาคตอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆแล้วมีอีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลดีไม่แำพ้กันนั่นก็ึิืคือ วิธีการหาค่าผลตอบแทนต่อยอดขายหรือที่เรียกว่า Net Profit Margin ซึ่งจัดเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือวิศวกรรมทางการเงินดีๆที่จะช่วยตอบคำถามได้ว่าธุรกิจของคุณในขณะนี้มีสภาพการเงินเป็นอย่างไร โดยข้อดีของวิธีการนี้ก็คือผู้ประกอบการจะสามารถทราบได้ทันทีว่ากิจการที่คุณกำลังทำอยู่ในขณะนี้นั้นมีำกำไรสุทธิคิดเป็นร้อยละเท่าไหร่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับยอดขาย ณ ปัจจุบัน โดยวิธีการหาค่ามีขั้นตอนดังนี้

ตัวแปรสำคัญ คือ กำไรสุทธิหลังหักภาษี และยอดขายรวมทั้งหมด

เริ่มจากผู้ประกอบการจะต้องไปทำการรวบรวมข้อมูลตัวแปรทั้ง 2 อย่างต่อไปนี้ก่อน คือ กำไรสุทธิหลังจากหักภาษีออกแล้ว และยอดขายรวมทั้งหมดที่ได้มาจากการขายสินค้า พอได้ข้อมูลทั้ง 2 อย่างมาแล้วจึงค่อยมาเริ่มคำนวณหาค่ากัน โดยเริ่มจากการนำกำไรสุทธิหลังหักภาษีมาคูณด้วยหนึ่งร้อย ผลที่ได้ออกมาให้นำมาหารด้วยจำนวนของยอดขายอีกหนึ่งครั้งจึงจะได้ผลลัพธ์ในขั้นสุดท้าย ซึ่งจะนำมาใช้ในการเปรียบเทียบพิจารณาว่าธุรกิจที่ทำอยู่มีผลกำไรที่คุ้มค่าหรือไม่ โดยทฤษฏีดังกล่าวมีค่าสมการ ดังนี้

ซึ่งหากผลลัพธ์ในขั้นตอนสุดท้ายออกมาเป็นค่าบวกนั่นเท่ากับว่าธุรกิจที่คุณกำลังทำอยู่มีผลงานการดำเนินงานที่มีกำไรสุทธิสะสมอยู่ และหากยิ่งบวกมากขึ้นเท่าไหร่นั่นหมายถึงธุรกิจของผู้ประกอบการก็ยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าหากผลลัพธ์ที่ออกมามีค่าติดลบนั่นจะเท่ากับธุรกิจของผู้ประกอบการกำลังประสบปัญหาขาดทุนอยู่นั่นเอง

แต่ทั้งนี้หากค่าของผลลัพธ์ที่ได้มามีมากกว่าร้อยละ 10 ซึ่งมากกว่าร้อยละอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากประจำ นั่นเป็นสัญญาณส่งเสริมให้ผู้ประกอบการควรที่จะลงทุนในกิจการดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น

ธุรกิจของคุณประจักษ์ต้องการคำนวณหาผลตอบแทนต่อยอดขายสินค้าของกิจการตนเอง โดยกิจการของคุณประจักษ์มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 85,000 บาท มียอดขายรวมอยู่ที่ 1,200,000 บาท สามารถคำนวณหาค่าตอบแทนต่อยอดขายโดยแทนที่ด้วยสูตรสมการดังต่อไปนี้

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ 7.083 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่ปิดตัวในแดนบวกแสดงว่าธุรกิจมีกำไรสุทธิสะสมอยู่ที่ร้อยละ 7.083 ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีต่อการทำธุรกิจของคุณประจักษ์อย่างมาก เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งหมดมีผลกำไรมาโดยตลอด แต่ทั้งนี้ค่าที่ได้ออกมายังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ จึงขอแนะนำว่าคุณประจักษ์ไม่จำเป็นที่ต้องลงทุนเพิ่มอีก เพราะถึงแม้ธุรกิจจะมีผลกำไรก็จริง แต่ร้อยละที่ได้มามันมีค่าที่น้อยเกินและอาจจะไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนเพิ่มนัก

ผลตอบแทนต่อยอดขายเป็นดัชนีชี้วัดที่ช่วยแจ้งให้ผู้ประกอบการได้รับทราบว่าธุรกิจที่กำลังทำอยู่มีความคุ้มค่ามากขนาดไหน ซึ่งคนที่ทำมาค้าขายทุกคนจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเวลาที่สูญเสียไปกับบางสิ่งบางอย่างที่ให้ผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้มค่ามันคือความหายนะทางธุรกิจที่มิอาจจะประเมินค่าได้ แถมยังเป็นการสูญเสียโอกาสอย่างไม่มีวันเรียกคืนได้อีกด้วย

บทความแนะนำจาก INCquity วิธีการคำนวณค่าตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

Source: http://www.sornhoon.com/d-roe.aspx